วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สิทธิลดหย่อนภาษี รู้ไว้มากประโยชน์

นายศุภณัฐ ว่องวิทวัส เลขทะเบียน4901208075

อย่าคิดว่าการเสียภาษีเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวคุณ และไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเกี่ยวกับภาษีก็ได้เพราะความเป็นจริงภาษี คือเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนค่ะ พูดถึงเรื่องเสียภาษี บางคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าใดนักเพราะเข้าใจว่าในแต่ละเดือนหรือในแต่ละปีได้เสียภาษีเป็นประจำอยู่แล้ว บางคนยังละเลยไม่ยื่นภาษีประจำปีจนกรมสรรพากรต้องเรียกเก็ยย้อนหลังก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ภาษีนั้นคือรายการหนึ่งที่ต้องอยู่ในบัญชีรายจ่ายของครอบครัว ดิฉันอยากจะบอกว่า หน้าที่และสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรนั้น คือสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องเรียนรู้

เสียภาษีคือหน้าที่

หากพูดถึงเรื่องการเสียภาษี อาจทำให้หลายคนมีรายได้จำนวนมากคิดและรู้สึกเสียดายเงินขึ้นมา แต่คุณก็ต้องคืนเงินส่วนหนึ่งจากที่ได้มามากนั้น ให้กับประเทศเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกันขอให้ความสำคัญและรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวด้วย เพราะใครก็ตามที่เป็นบุคคลที่มีรายได้ก็จะต้องถูกหักภาษี หากใครก็ตามที่กำลังรู้สึกเสียดายเงินที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ดิฉันขอให้เลิกคิดเสียดายเงินได้แล้วค่ะ เพราะประเทศเราจะเจริญก้าวหน้าได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายภาษีของประชาชนนั่นเองนั่นหมายความว่าการเสียภาษีตามกฎหมายนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ภาษีสังคมนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวของคุณเองว่าจะหลบหลีกได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน!

ดิฉันเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เข้าใจดีว่า สิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณะสมบัติต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรานั้น ส่วนหนึ่งมาจากเงินภาษีของคุณ อย่านำเอารายจ่ายที่ถูกหักเพียงน้อยนิดในแต่ละเดือนมานั่งคำนวณให้ปวดหัวดีกว่าค่ะ สิทธิประโยชน์จากการเสียภาษีนั้นมีมากกว่าที่คุณสัมผัสได้ แต่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าต้องรับภาระเกี่ยวกับภาษีนั้นมีมากกว่าที่คุณสัมผัสได้ แต่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าต้องรับภาระเกี่ยวกับภาษีมากมายเหลือเกิน อย่าคิดเลี่ยงหรือหลบหลีกที่จะจ่ายภาษีอีกต่อไป เพราะฉบับนี้ดิฉันขอบอกให้คุณรู้ว่า ทุกๆ คนที่เสียภาษีจะได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

6 สิทธิ..ลดหย่อนภาษี

ก่อนที่จะรู้ว่าคุณได้สิทธิ์ในการลดหย่อนอย่างไรบ้าง ดิฉันขอทำความเข้าใจถึงหน้าที่ของทุกคนที่มีรายได้ก่อน เพราะการจัดเก็บภาษีนั้นครอบคลุมทั้งผู้มีรายได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล และนิติบุคคลประเภทต่างๆ ซึ่งก็มีหน้าที่ในการเสียภาษีเงินได้ที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะจ่ายภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนดค่ะ มาถึงตรงนี้อาจทำให้หลายคนยิ้มออกแล้ว เรามาดูกันต่อว่าคุณจะสามารถใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้ในกรณีไหนบ้าง

  1. การลดหย่อนในกรณีมีบุตร ไม่ว่าจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมก็ตาม สามารถหักลดหย่อนได้คนละ 15,000 บาท แต่ได้ไม่เกิน 3 คน และอายุไม่เกิน 25 ปี หากยังศึกษาอยู่ในมหาวิทลัยหรือชั้นอุดมศึกษาเฉพาะภายในประเทศก็สามารถลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ 2,000 บาท คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังอ่านคอลัมน์นี้อยู่รีบศึกษาเรื่องนี้กันได้แล้ว
  2. ผู้ที่ทำประกันชีวิต สามารถใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้อีกทางหนึ่งค่ะ เพราะเบี้ยประกันภัยส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 40,000 บาทที่จ่ายไป เป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีแต่ต้องเป็นกรมธรรม์ที่ได้ชำระเบี้ยไม่ต่ำกว่า 10 ปีขึ้นไป ดังนั้นทุกครั้งที่ยื่นแบบเพื่อเสียภาษีก็อย่าลืมค้นหาใบเสร็จรับเงินแนบไปด้วยทุกครั้ง
  3. สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น สามารถนำมาหัก ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาทต่อปี
  4. การบริจาคเงิน ไม่ว่าคุณจะใจบุญแค่ไหนก็ตาม หลังบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิหรือสถานที่ต่างๆ แล้ว ถ้าสามารถขอหลักฐานการบริจาคได้จะดีมากค่ะ เพราะเงินที่บริจาคแก่การกุศล ก็นำมาหักภาษีได้เท่าจำนวนเงินที่จ่ายจริง แต่ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้นั่นหมายความว่าการบริจาคทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นรายบุคคลหรือองค์กรก็จะได้รับสิทธิ์ดังกล่าวเช่นกัน
  5. สมาชิกกองทุนประกันสังคม ก็จะได้รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีด้วย เพราะเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ทั้งของคุณพ่อและคุณแม่ หรือผู้ที่ไม่ได้ทำงานแต่ยังรักษาสิทธิ์การเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบต่อเนื่องก็สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้
  6. ผู้ที่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุพการี สำหรับเรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ และเชื่อว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนสำหรับคนส่วนใหญ่ หากวันนี้คุณมีหน้าที่ต้องดูแลบุพการี ไม่ว่าจะเป็นคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการลดหย่อนภาษีได้จำนวน 3 หมื่นบาท แต่กรมสรรพากรให้สิทธิ์นี้กับลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น ดิฉันขอแนะนำให้คุณสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากกรมสรรพากร เพื่อจะได้ศึกษาเงื่อนไขในเรื่องดังกล่าวต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นเงินทำบุญ เลี้ยงดูบุตรและภรรยา ค่าเบี้ยประกันชีวิต ฯลฯ สามารถนำมาหักและลดหย่อนภาษีได้ 5 หมื่นบาท นอกจากนี้แล้วเงินลงทุนในกองทุนต่างๆ ที่สรรพากรได้กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งสามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามเงินลงทุนจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ต่อปี

อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนคงเห็นความสำคัญของการจ่ายภาษีมากขึ้น อย่าหลบหลีกหรือเลี่ยงที่จะจ่ายภาษีเงินได้อีกต่อไปเลยค่ะ เพราะกฎหมายนั้นได้ให้สิทธิประโยชน์ของทุกๆ คนที่จ่ายภาษีเช่นกัน สิ้นปีนี้ก็อย่าลืมคำนวณรายได้และหักลดหย่อนกับสิทธิพิเศษที่คุณได้รับนะคะ

ที่มาดร.กฤษติกา คงสมพงษ์, นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 11 เล่มที่ 129 กรกฏาคม 2548

คำถามท้ายเรื่อง

1. ใครเป็นผู้เสียภาษี

2. เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่

3.ใครที่สามารถใช้สิทธิ์ สมาชิกกองทุนประกันสังคมเพื่อการลดหย่อนภาษีได้

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ปีใหม่ วางแผนการเงินใหม่

นาย ชินเดช  สุธรรมศิรินุกูล  4901208074

ปีใหม่ทีก็ได้โอกาสคิดถึงการเริ่มต้นเรื่องดีๆ ให้กับชีวิต และถ้าปีนี้เรื่องดีๆ นั้นจะมีการวางแผนใช้จ่ายของตัวเองและครอบครัวรวมอยู่ด้วยก็คงจะยิ่งดีนะคะ เชื่อว่าหลายคนคงใช้โอกาสขึ้นปีใหม่เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ดิฉันเองก็เช่นกันค่ะ หลายครั้งที่พยายามใช้โอกาสนี้เป็นจุดตั้งต้นแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือทำสิ่งดีๆ ให้กับตัวเอง บางครั้งได้อย่างใจบ้าง คลาดเคลื่อนหรือผัดเลื่อนไปปีต่อไปบ้าง แต่ก็ให้กำลังใจและให้โอกาสตัวเอง และต้องไม่ลืมเตือนตัวเองเสมอด้วยนะคะว่า ?ฉันจะไม่ผัดวันประกันพรุ่ง? เราจะได้เดินไปถึงเป้าหมายอย่างที่ตั้งใจไว้ซะที ช่วงปีใหม่แบบนี้มีเงินถุงเงินถังจากโบนัสมาสมทบเลยมีแรงฮึด (อีกครั้ง) ว่าจะจัดการกับเรื่องเงินๆ ทองๆ และการใช้จ่ายของตัวเองให้เป็นระบบสักหน่อย

เพราะไม่อยากผจญกับอาการควานหาอะไรไม่เจอ ทั้งที่เงินร่อยหรอไปก็เยอะ แล้วก็อาการชักหน้าไม่ถึงหลัง คุณๆ ที่มีครอบครัวต้องดูแลรับผิดชอบ คงรู้ซึ้งถึงความรู้สึกนี้ดีว่ามันเครียดและเครียดแค่ไหน ดีไม่ดีจะมีผลกับความมั่นคงผาสุกในครอบครัวเข้าให้อีก

ตั้งต้นแผนการเงิน

จริงๆ ไม่ว่ามีคู่แล้วหรือยังเกาะคานอยู่ การวางแผนการเงินก็เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นเอามากๆ เหมือนกันหมด เพราะมันช่วยสร้างวินัยการใช้จ่ายให้กับตัวเราและครอบครัว ซึ่งจะพาเราไปสู่เป้าหมายที่ฝันไว้ได้ เว้นซะแต่ว่าชีวิตนี้ไม่มีเป้าหมายอะไรกับเขาเลย หรือไม่ก็มีเงินมหาศาลนั่งกินนอนกินไปตลอดชีวิต

เหตุผลที่สำคัญอีกข้อที่ต้องตระหนักให้มากก็คือเงินที่เราและคุณสามีหามาได้มันมีจำนวนจำกัด ยิ่งถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบที่ไม่มีรายได้เสริมพิเศษกับเขาด้วยแล้ว เดือนๆ หนึ่งมีแค่ไหนก็แค่นั้นจริงๆ (ถึงจะนึกอยากให้มันออกลูกออกหลานมาเยอะๆ ก็เถอะ) แต่ไอ้สิ่งที่เราต้องใช้จ่าย และที่เราต้องการนี่สิมันเยอะแยะไปหมด ถ้าจับมาต่อแถวกันคงยาวไปถึงเชียงใหม่นู่น (เว่อร์ไปมั้ยเนี่ย) เลยจำเป็นต้องกำหนดรายจ่ายล้วงหน้าไว้ก่อนจะได้ไม่ใช้จ่ายเกินตัว กำหนดแผนการออม และจุดประสงค์การใช้เงินได้ พูดง่ายๆ ก็คือจัดสรรปันส่วนเงินที่มีกับสิ่งที่ต้องใช้จ่ายให้สมดุลกัน (ตามหลักเศรษฐศาสตร์เปี๊ยบ) และมีเงินเหลือเก็บนั่นล่ะค่ะถึงจะเรียกว่าแผนการเงินที่ดี

แผนการเงินของครอบครัวนั้นต้องทำร่วมกันทั้งคุณและคุณสามี แล้วบางส่วนของแผนก็ควรบอกเล่าให้ลูกได้รับรู้ เพื่อให้ลูกได้เข้าใจ มีส่วนร่วมในแผน และปลูกฝังนิสัยการใช้จ่ายที่ดีให้ลูกไปในตัวด้วย จะมา one woman show ไม่ได้ค่ะ เพราะแผนการเงินที่เรากำหนดนี้มีผลกับชีวิตเขาด้วย นอกจากนี้ก็ต้องมีการทบทวนแผนร่วมกันว่าเป็นไปตามที่วางไว้มั้ย ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือเปล่า

หลังจากคุณชื่นใจกับโบนัสในกระเป๋าและช็อปของขวัญปีใหม่ให้เพื่อนๆ ญาติผู้ใหญ่ และสุดที่รักในครอบครัวคุณแล้วก็ต้องเริ่มต้นจัดการกับหนี้สินที่มีอยู่ (ถ้ามี) เช่น หนี้บัตรเครดิต ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ (ควรจัดการกับหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่แพงที่สุดก่อน) ซึ่งถ้าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ก็ตัดใจแบ่งโบนัสออกมาส่วนหนึ่ง จ่ายตัดเงินต้นให้ลดลง เพื่อลดอัตราการเกิดดอกเบี้ย

และแบ่งส่วนหนึ่งไว้สำหรับให้รางวันกับชีวิต ส่วนหนึ่งสำหรับการออม เพื่ออนาคตหรือเพื่อโครงการพิเศษของครอบครัวที่ตกลงร่วมกันแล้วว่าจะมีในปีนี้ เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ ตั้งใจจะมีลูก ลูกเข้าโรงเรียน ฯลฯ อ้อ...แล้วอย่าลืมประเมินด้วยนะคะว่า เงินโบนัสที่แบ่งมาไว้นี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโครงการพิเศษนั้นๆ แล้วหรือยัง ถ้ายังก็ต้องมาดูว่าโครงการนั้นจะเกิดในช่วงไหนของปี จะได้ไปกำหนดการออมไว้ในแผนการเงินระยะสั้นอีกที (รายเดือน)

เมื่อจัดการกับแผนระยะยาวแล้วก็มาจัดการกับแผนระยะสั้นคือ เมื่อคุณตัดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของสองเราออกไปแล้ว จะมีเงินกองกลางของครอบครัวเป็นรายรับตั้งต้น ก็ต้องดูว่าแต่ละเดือนเราจะแบ่งเงินออกเป็นกี่ส่วน โดยมากมักจะต้องแบ่งส่วนกันประมาณนี้ล่ะ
รายจ่ายประจำ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ น้ำมันรถ ค่าอาหาร ภาษี ประกันสังคม ฯลฯ?
สำรองใช้จ่ายฉุกเฉิน เผื่อเจ็บป่วย ภาษีสังคม รถเสีย อุบัติเหตุ ว่างงาน อื่นๆ ซึ่งควรมีตุนไว้อย่างต่ำประมาณ 3 เท่าของเงินเดือน ถ้ามีครบตามเป้าแล้ว ก็อาจโยกเงินส่วนนี้ไปอยู่ในส่วนเงินเก็บก็ได้ค่ะ?
เก็บออม ซึ่งก็ต้องกำหนดแผนเหมือนกันค่ะ
สำรวจนิสัยใช้จ่ายของตัวเอง
รสนิยมสูงรายได้ต่ำ
ติดนิสัยชอบเอาเงินอนาคตมาใช้แบบอันลิมิต
ชอบลืมจ่ายค่าบัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ จนถึงขั้นถูกระงับ ปรับดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม
ชอบทำเงินรั่วไปกับรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่หาเนื้อหนังไม่ได้
เป็นคุณแม่บ้านนักช็อปที่ใช้การช็อปปิ้งเป็นเครื่องปลดเปลื้องระบายความเครียด
เป็นคนประเภทเห็นของถูก ของแถม เจอป้าย SEAL เป็นใจอ่อน ใจอ่อนง่ายๆ กับของบางอย่าง เช่น เป็นคนบ้
กระเป๋าเห็นถูกใจหน่อยก็ควักเงินจ่ายได้ง่ายๆ
แพ้ใจทุกทีที่เจอของสวยของงาม ประเภทรูปลักษณ์ดีมีสไตล์นั่นล่ะใช่
เป็นคุณแม่ (พ่อ) คนดีที่เนรมิตทุกสิ่งอันตามแต่ใจลูกปรารถนา
เป็นคนต้นกระแส ของอันไหนมีรุ่นใหม่ ดีไซน์ใหม่ อ็อฟชั่นพิเศษต้องมีก่อนใครถ้านิสัยใช้จ่ายส่วนตัวคุณหรือคู่เข้าลักษณะที่ว่ามานี้มากเท่าไหร่ ยิ่งต้องรีบปรับปรุงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ดูไม่เข้าท่านั้นโดยด่วน

บัญชีใช้จ่าย บัญชีชีวิต


จริงๆ ก็คือ การทำบัญชีการใช้จ่ายของเราและครอบครัวนี่ล่ะค่ะ ใครไม่เคยมีกับเขาก็คงต้องเปิดรับเข้ามาเป็นมิตรใหม่ของครอบครัวดูบ้าง เพราะจะช่วยให้เราทำตามแผนที่วางไว้ได้และตัวเลขจากการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายจะฟ้องเลยว่าเดือนๆ หนึ่งเงินในกระเป๋าเรารั่วไปเท่าไหร่ หมดไปกับเรื่องอะไรบ้างเป็นค่าใช้จ่ายของสมาชิกคนไหนในครอบครัว สำคัญและสมควรแก่การจ่ายหรือเปล่า แต่ละเดือนมีเงินเหลือเก็บบ้างมั้ย ฯลฯ

บัญชีรายรับ-รายจ่ายถึงจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อน แต่หลายคนก็มองว่าเป็นเรื่องจุกจิก ที่ต้องมานั่งจดนั่งจำว่าวันๆ ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องยอมรับ เพราะถ้าเราปล่อยตัวเองให้ใช้เงินไปวันๆ ตามความต้องการ โอกาสที่จะถึงฝั่งฝันที่ตั้งไว้ก็ดูจะลางเลือนเหลือเกิน ลองแข็งใจทำไปสัก 2-3 เดือนนะคะเดี๋ยวก็ติดเป็นนิสัยเองค่ะ (เอาใจช่วยเต็มที่) คุณเป็นขุนคลังประจำบ้าน อาจต้องทำบัญชีสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นบัญชีครอบครัว อีกส่วนเป็นบัญชีส่วนตัว

วิธีคลาสสิกของการทำบัญชีชีวิตก็คือจดค่ะ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีคอมพิวเตอร์เป็นเพื่อน ก็อาจใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย เช่น Microsoft Money หรือ Quicken จำได้ว่า เพื่อนสาวนักบัญชีเคยบอกมาว่าช่วยให้การทำบัญชีใช้จ่ายของเธอง่ายและสะดวกมากขึ้น ลองไปหามาใช้ดูนะคะ ดิฉันเองก็จะทดลองใช้เหมือนกัน เผื่อจะเวิร์กกว่าปากกากับสมุดโน้ตที่ใช้อยู่

ข้อสำคัญที่อยากเตือน คือห้ามลืมหรือละเลยเด็ดขาด ก็รายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ อาจกลายเป็นรายจ่ายก้อนโตขึ้นมาได้ คุณเคยเป็นเหมือนดิฉันมั้ยล่ะค่ะที่ไม่อยากจดรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ เอาซะเลยเพราะมันยิบย่อยเกินไป แต่พอถึงเวลาก็มานั่งถามตัวเองทุกเดือนว่าเงินมันหายไปไหน แล้วในที่สุดก็เรียกมันว่า ค่าใช้จ่าย ?จิปาถะ? หรือ ?เบ็ดเตล็ด? ซึ่งถ้ามันมากจนน่าเกลียด ก็คงต้องยอมทำบัญชีกันวันต่อวันเพื่อคุมค่าใช้จ่ายนี้ให้มันเหมาะสม

ออมเงิน ออมชีวิต

หลักที่แนะนำกันมาก็คือยิ่งเริ่มออมเร็วเท่าไหร่ยิ่งมั่นคงเร็วเท่านั้น ไม่เชื่อก็ลองบวกลบคูณหารหาดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นจากระยะเวลา จำนวนเงินที่ออมกับอัตราดอกเบี้ยดูสิ แล้วคุณจะนึกเสียดายเวลาที่ผ่านมาที่ปราศจากการออม

ที่สำคัญการออมของเราก็ต้องมีเป้าหมายค่ะ นอกจากจะออมเพื่อเก็บเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน และค่าใช้จ่ายพิเศษอย่างที่บอกไปแล้ว ก็ต้องออมเงินประจำเดือนเพื่อลูกสำหรับเป็นทุนการศึกษาในอนาคต และเพื่อความมั่นคงของชีวิต ซึ่งจำนวนก้อนและสัดส่วนของการออมนี้อยู่ที่ความเหมาะสม กับเงื่อนไขชีวิตของครอบครัวเราค่ะ บางทีเงินออมทั้งหมดอาจรวมอยู่ที่ก้อนเดียวก็เป็นได้ เช่นเดียวกับวิธีการออมก็ต้องเลือกให้เหมาะกับตัวเอง

ถ้าเป็นคนมีวินัยในการใช้จ่ายก็อาจเลือกการออมโดยฝากเงินไว้กับธนาคาร วิธนี้ถึงผลตอบแทนจะได้น้อยแค่แต่ก็มั่นคงและมีอิสระในการดึงออกมาใช้จ่ายเมื่อจำเป็น แต่ถ้าเป็นคนไม่ค่อยจะมีวินัยเท่าไหร่อย่างดิฉัน ก็ต้องพึ่งพาการจัดการของระบบการออมบางประเภท เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เป็นต้น หรือถ้าพอมีความรู้ในเรื่องการลงทุนก็อาจแบ่งเงินที่จะออมส่วนหนึ่งไปออมโดยวิธีการลงทุน เช่น การซื้อหุ้น ซื้อตราสาร แต่วิธีนี้ก็มีความเสี่ยงอยู่มาก ต้องศึกษาข้อมูล และรายละเอียดการลงทุนเปรียบเทียบกันอย่างรอบคอบค่ะ

เล็กๆ น้อยๆ เรื่องการออมและใช้จ่าย

?เก็บก่อนใช้? คือเงินเดือนออกมาก็จัดการเก็บเข้าคลังครอบครัว ก่อนจะใช้จ่าย
เอาเงินส่วนการออมใส่บัญชีธนาคารโดยไม่ทำบัตรเอทีเอ็ม ช่วยยับยั้งการใช้ได้ส่วนหนึ่ง
เตรียมกระปุกหยอดเงินไว้ใกล้ๆ มือเวลาที่เข้าบ้านแล้วต้องกวาดของออกจากกระเป๋า เศษสตางค์รายวันจะได้ย้ายไปอยู่ในกระปุก อย่าลืมเตรียมเผื่อลูกสักใบด้วยล่ะ คำโบราณที่ว่า ?มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท? ยังใช้ได้ดีแม้ในยุค 2005
แบ่งเงินใช้จ่ายส่วนตัวเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งใช้จากต้นเดือนไปจนถึงกลางเดือน อีกส่วนเก็บไว้ใช้ครึ่งหลังของเดือน
ก่อนไปช็อปอย่าลืมลิสต์รายการสินค้าที่จะซื้อก่อนทุกครั้ง
เมื่อไหร่ที่อยากได้ของฟุ่มเฟือย ลองตั้งต้นหยอดกระปุกเก็บเงินซื้อดู เผื่อเวลาจะช่วยเจือจางความอยากให้ลดลงได้บ้าง

ที่สาธยายมาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่ดิฉันตั้งใจจะทำเป็นของขวัญปีใหม่ให้ตัวเองจริงๆ และก็อยากชวนคุณๆ เริ่มทำไปพร้อมกัน ได้ผลเป็นยังไงส่งข่าวถึงกันที่ ?คอลัมน์คิดเป็นใช้เป็น? นะคะ ส่วนใครที่มีเทคนิคดีๆ ก็ส่งมาแลกเปลี่ยนกันบ้าง

ที่มา: http://www.suretax-accounting.com/articles/finance/40-2008-06-04-20-11-47.html

คำถามท้ายบทความ

1.ในการจัดการวางแผนการเงินระยะสั้นของครอบครัวจะต้องมีเงินกองกลางเป็นรายรับ                            ตั้งต้นสำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้วในบทความข้างต้นนั้นมีวิธีการแบ่งเงินออกเป็นกี่ส่วนอะไรบ้าง

2.ในการสำรวจการใช้จ่ายของตัวเองคุณมีนิสัยการใช้จ่ายเงินอย่างไรและมีวิธีอะไรบ้างในการลดค่าใช้จ่ายของคุณเอง

3.วิธีที่ทำให้เห็นในการวางแผนทางการเงินของครอบครัวชัดเจนที่สุดคือวิธีใด

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตพอเพียงฟื้นเศรษฐกิจครอบครัว
นายวุฒิชัย ตั้งสิริสกุลรัตน์ 4901208089

เพิ่มรายได้และลดรายจ่าย คือหลักการที่ทำให้ธุรกิจทั่วไปสามารถยืนหยัดอยู่ได้ หากนำหลักการดังกล่าวมาใช้ในครอบครัวก็น่าจะดีไม่น้อย ดิฉันเชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจเช่นทุกวันนี้ แค่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันคนละไม้ละมือก็เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างให้เศรษฐกิจใจครอบครัวแข็งแรง แต่ถ้าสามารถเพิ่มรายได้ให้เกิดขึ้นในครอบครัวยิ่งถือว่าเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมมากๆดิฉันคิดว่าทุกๆ ครอบครัวนั้นมีศักยภาพในการสร้างรายได้และกำหนดรายจ่ายที่แตกต่างกัน จึงทำให้สถานภาพในการดำรงชีวิตนั้นไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันเชื่อมั่นว่าทุกๆ ครอบครัวทำได้เหมือนกัน นั่นก็คือการรณรงค์และปลูกฝังให้กับสมาชิกทุกคนระมัดระวังในการจับจ่าย โดยเฉพาะในช่วงที่ข้าวของมีราคาแพงขึ้น หากพวกเราช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่าย
จงรู้ไว้ว่าคุณไม่ได้ช่วยครอบครัวของตัวเองเท่านั้น แต่การตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปจากบัญชีของครัวเรือน คือหนทางหนึ่งที่อยากช่วยชาติให้มีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นได้ ฉบับนี้ดิฉันในฐานะแม่บ้านคนหนึ่ง จึงขอเชิญชวนทุกๆ ครอบครัวมาร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจในครัวเรือนด้วยการตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทุกคนทำกันได้ เพียงแต่มีวินัยในตัวเองก็จะสามารถควบคุมการใช้จ่ายได้อย่างสบายๆ ดังนั้นหากรู้ตัวว่าสมาชิกในครอบครัวไม่ค่อยมีวินัยมากนัก ในฐานะที่คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างที่ดีกับลูกๆ จะต้องสร้างวินัยในการจับจ่ายให้กับลูกๆ ได้เห็น
ทำบัญชีรายจ่าย
ดิฉันมีข้อแนะนำว่าคุณควรทำบัญชีค่าใช้จ่ายประจำเดือน เพื่อกำหนดรายจ่ายแต่ละอย่างออกมาให้ชัดเจน แล้วนำรายจ่ายทั้งหมดมารวมกันก็จะทราบว่ารายจ่ายก้อนโตที่ต้องจ่ายทุกเดือนนั้น เมื่อนำมาหักรายได้เงินในบัญชีคุณติดลบ หรือยังเหลือพอสำหรับการออมได้บ้าง
หากทำดูแล้วพบว่ารายจ่ายของคุณนั้นสูงพอๆ กับรายรับหรือสูงกว่า หมายความสถานะทางเศรษฐกิจในครอบครัว และคงไม่ต้องการให้เกิดปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังอย่างแน่นอน
ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
ในก็ตามที่กำลังตกอยู่ในภาวะที่กล่าวข้างต้น ทางออกเรื่องนี้สามารถทำได้ 2 วิธีค่ะ วิธีแรกคุณจะต้องทำการตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ด้วยการพิจารณาบัญชีรายจ่ายประจำเดือนอีกครั้ง แล้วสำรวจว่าอะไรจำเป็นมากที่สุด และอะไรที่ไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายแล้วทุกคนในครอบครัวยังดำรงชีวิตประจำวันอยู่ได้
ตัวอย่างเช่น รายจ่ายที่จำเป็นสำหรับบางครอบครัวคือ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าขนมเด็กๆ ค่าน้ำมันรถสำหรับคุณพ่อ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนแต่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ก็อาจมาพิจารณากันใหม่อีกครั้งว่าค่าขนมของเด็กๆ นั้นมากเกินความจำเป็นหรือไม่ ทำอย่างไรถึงจะขับรถอย่างประหยัดน้ำมัน หรือมีทางที่จะประหยัดพลังงานอื่นๆ ได้อย่างไร ทั้งหมดนี้แม้ว่าจะตัดไม่ได้ แต่ก็สามารถควบคุมให้จ่ายน้อยลงได้
ส่วนค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ตัดออกไปแล้ว จะทำให้สภาพเศรษฐกิจดีขึ้นก็ควรทำอย่างเร่งด่วน เช่น หากพบว่าบัญชีรายจ่ายประจำเดือน มีค่าเครื่องสำอางคุณแม่ที่มากไปต้องถามตัวเองว่าใช้ให้น้อยลงได้หรือไม่ หรือถ้าคุณพ่อเลิกสูบบุหรี่และงดดื่มได้จะช่วยให้มีเงินเหลือเก็บเพิ่มมากขึ้นมากน้อยแค่ไหน
ข้อแนะนำที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ก็คือทุกคนในบ้านไม่ควรทำตัวอินเทรนด์ เห็นอะไรใหม่ๆ ก็อยากได้ไปหมด อย่าทำตัวทันสมัยจนเกินความจำเป็นเพราะบางสิ่งบางอย่างที่ล้าสมัยหรือตกรุ่น แต่ทำให้ครอบครัวประหยัดก็ควรเลือกในสิ่งนั้นเถอะค่ะ พฤติกรรมที่เห็นคนอื่นเขามีแล้วอยากมีความปรับเปลี่ยนได้แล้ว เพราะจะทำให้รายจ่ายในครอบครัวมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้แล้วยังมีรายจ่ายอื่นๆ ที่ทุกคนในบ้านควบคุมได้ เช่น ไม่ต้องดูเคเบิลทีวีแต่เปลี่ยนมาชมรายการจากฟรีทีวีแทน หรือเลิกใช้บริการซักรีดแล้วทุกคนมาช่วยกันคนละไม้ละมือในวันหยุด ฯลฯ ดิฉันเชื่อว่ายังมีรายจ่ายอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่จำเป็นสำหรับครอบครัวที่มีรายรับน้อย การเลือกจ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็น คืออีกทางหนึ่งที่ช่วยให้ทุกคนในบ้านอยู่กันอย่างมีความสุข
เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคก็มีความสำคัญต่อค่าใช้จ่ายไม่น้อยเช่นกัน แม้ว่าในแต่ละเดือนครอบครัวอาจจัดปาร์ตี้ได้บ้างแต่ถ้ามีขึ้นบ่อยๆ แล้วทำให้คุณมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากินอยู่แบบปกติก็จะช่วยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
นอกจากนี้แล้วพฤติกรรมการจับจ่ายของแม่บ้านก็สำคัญ เช่น หากคุณเคยชินกับความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ถ้าวันหนึ่งคุณต้องประหยัดเพื่อช่วยเหลือครอบครัว การเปลี่ยนมาซื้อผักสดจากตลาดใกล้บ้าน ก็จะทำให้คุณจับจ่ายน้อยกว่าใช่หรือไม่
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ดิฉันขอแนะนำให้ตัดออกจากบัญชีรายจ่ายของครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจในครัวเรือนสั่นคลอนหากรายการออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านในแต่ละเดือนนั้นมีความถี่มากเกินไป ก็ควรลดหรือตัดออกบ้าง อย่าลืมนะคะว่าในแต่ละมื้อของอาหารนอกบ้านนั้นต้องจ่ายไม่น้อยเลยทีเดียวหากรับประทานกันได้มากกว่า ที่สำคัญกิจกรรมดังกล่าวน่าจะทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขกับการช่วยกันทำอาหารไม่น้อยเลย
เพิ่มรายได้
ทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้เลยเพราะหลังจากที่สำรวจดูแล้วอะไรๆ ก็สำคัญต่อชีวิตไปหมด มีทางเดียวที่ช่วยคุณได้ก็คือ ต้องหารายได้เพิ่มเพื่อให้สอดคล้องกับรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้นแต่ละเดือน กรณีนี้คุณพ่อคุณแม่จะต้องมาปรึกษากันว่าใครควรจะทำงานให้หนักขึ้นกว่าเดิม
แต่ขอแนะนำให้คิดกันอย่างรอบคอบนิดนึงว่า การทำงานเพิ่มขึ้นนั้นคุ้มหรือไม่ หากต้องมาเบียดเบียนเวลาของครอบครัวปกติวันหยุดทุกคนมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา แต่ถ้าคนใดคนหนึ่งหายไป ความสุขของครอบครัวยังมีเหมือนเดิมหรือไม่
ข้อแนะนำอีกอย่างหนึ่งที่ดิฉันต้องการให้ทุกๆ ครอบครัวตระหนักอยู่เสมอก็คือ อย่าคิดว่าอะไรๆ ก็จำเป็นต้องจ่ายไปหมดรายจ่ายบางประเภทที่เข้าข่ายฟุ่มเฟือยก็ควรตัดออกไปจากบัญชีบ้าง ความสุขบางอย่างที่คุณซื้อด้วยเงิน ก็อาจทำให้คุณทุกข์เพราะเงินได้เช่นกัน
นอกจากนี้แล้วดิฉันอยากจะขอให้ทุกๆ คนดำเนินชีวิตโดยใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำหริของในหลวง หากพวกเราทุกคนปฏิบัติตามคำสอนดังกล่าวได้ ดิฉันเชื่อว่าจะไม่มีครอบครัวใดต้องทนทุกข์เรื่องรายจ่ายที่เกินตัวอย่างแน่นอน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและปลูกฝังสมาชิกในบ้านให้มีความเป็นตัวของตัวเอง หลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความฟุ่มเฟือยและสิ่งที่เกินความจำเป็นของชีวิต
ยังมีวิธีต่างๆ อีกมากมายที่แต่ละครอบครัวสามารถลดค่าใช้จ่ายของตนเองให้น้อยลง ดิฉันขอให้ลองไปทำบัญชีกันดูนะคะและก่อนที่จะจากกันในฉบับนี้ ดิฉันฝากไว้ว่าการประหยัดพลังงานในบ้านนั้นก็สำคัญไม่น้อย เพราะจะช่วงให้ครอบครัวประหยัด ค่าไฟฟ้า ดังนั้น ควรจะใส่ใจการใช้พลังงาน ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันเพื่อประหยัด และต้องปลูกฝังให้ทุกๆ คนเรียนรู้เรื่องการประหยัดพลังงานด้วยวิธีง่ายๆ ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น เปิดม่านเพื่อรับแสงสว่าง เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท ฯลฯ ง่ายๆ แค่นี้ก็จะช่วยลดรายจ่ายในครอบครัวได้แล้วค่ะ

ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/finance/71-2008-06-13-09-48-46.html


คำถามท้ายบทความ
1. การเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายนั้นมีประโยชน์อย่างไรต่อครอบครัว
2. ถ้ารายได้ในครอบครัวไม่พอที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มีทางออกกี่วิธีอย่างไรบ้าง
3. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโถค สามารถช่วยลดการใช้จ่ายในครอบครัวได้หรือไม่อย่างไร

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

7จุดดูดเงินแม่

นายศุภณัฐ ว่องวิทวัส เลขทะเบียน 4901208075

คุณแม่ที่รักทั้งหลายคงสงสัยว่าทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเลยสักนิดแล้วเหตุไฉนพอมีเบบี๋ตัวกระจ้อยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนเท่านั้นค่าใช้จ่ายกลับบานฟูพอๆ กับทรงผมในวันที่รบกับลูกจนหมดแรงคุณแม่ผู้อ่าน MM มาดูกันสิคะว่า มีปริศนาอะไรซ่อนอยู่ ภายใต้การใช้จ่ายในแต่ละวัน จุดไหนรั่วไหล หรือตรงไหนที่มองข้ามไปบ้าง
1. เสื้อผ้าของลูก
เสื้อผ้าน่ารักๆ ล่อตาล่อใจ ทำให้คุณแม่ทุ่มสุดตัว ซื้อราวกับลูกจะตัวเล็กเท่านี้อยู่ตลอดไปอย่างนั้นแหละ ถึงจะบอกว่าไม่ได้ซื้อของแพง แต่ซื้อบ่อยๆ ก็หมดเงินไปเยอะเหมือนกัน หรือประเภทเห็นแล้วชอบมาก อยากซื้อเผื่อโตไว้หน่อยจะใส่ได้นานกว่า แต่อีกตั้งปีกว่าลูกจะโตพอใส่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าใจอ่อนซื้อมาเลย ทำไมน่ะเหรอคะ ดองอยู่ก้นตู้นั่นไง กว่าจะนึกได้อีกทีลูกโตเกินเสื้อไปซะแล้ว
2. เสื้อผ้าของแม่
คุณแม่เลี้ยงลูกอยู่บ้านอาจจะเถียงว่า อยู่แต่ในบ้านไม่เปลืองเสื้อผ้าหรอก ขอเถียง (กลับ) ว่าไม่จริงสำหรับบางคนนะคะเพราะว่าหลังคลอดน่ะ บางคนก็อ้วนแล้วอ้วนเลย เสื้อตัวหลวมกลายเป็นเสื้อตัวรัดรูปเน้นทุกส่วนเกิน อย่างนี้ก็ต้องซื้อใหม่ยกตู้กันล่ะ เพราะฉะนั้นหลังคลอดแล้วสัก 6 สัปดาห์ คุณแม่ควรจะเริ่มออกกำลังกายฟิตหุ่นให้กลับมาเฟิร์มได้แล้ว จะได้กลับไปใส่เสื้อตัวเดิมได้ด้วยความภูมิใจในรูปร่าง และสุขภาพยังแข้.แรงขึ้นด้วย
3. ของเล่น
ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกค่ะ พ่อแม่มือใหม่ทุกคนนั่นแหละที่ซื้อของเล่นให้ลูกมากเกินความจำเป็น ด้วยเหตุผลต่างๆ ตั้งแต่น่ารัก มีประโยชน์ เสริมพัฒนาการ ฯลฯ ซื้อชิ้นสองชิ้นก็ไม่ทำให้เงินในกระเป๋ารั่วไหลหรอก ถ้าไม่ใช่ในปริมาณมากมายเต็มบ้านเป็นร้านขายของเล่น และอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับลูก แต่เกี่ยวกับพ่อแม่ คือพ่อแม่อยากซื้อให้ลูกเพราะเคยอยากได้มานาน ตอนสมัยเด็กๆ อ้าวซะงั้น เหตุผลแบบนี้มีจริงนะคะ ไม่ใช่เรื่องขำๆ
4. ของใช้จำเป็น
ไม่จำเป็นต้องซื้อของใช้ลูกในปริมาณมากๆ อีกไม่นานลูกก็โตแล้ว ของใช้บางอย่างก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป หรือถ้าบ้านอยู่ใกล้แหล่งซื้อของ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตุนของกินของใช้เอาไว้มากๆ ให้เปลืองสตางค์ เก็บไว้นานๆ เก่ากันพอดี หรือถ้าจะซื้อของสิ้นเปลืองอย่างผ้าอ้อมสำเร็จรูป ไม่จำเป็นต้องใส่ตลอดเวลา พอลูกโตหน่อย ฝึกให้ฉี่เป็นเวลาหรือใส่เฉพาะตอนไปนอกบ้าน ก็จะช่วยให้สิ้นเปลืองน้อยลง
5. ขี้หลงขี้ลืมปิดน้ำปิดไฟ
เพราะความที่วุ่นวายหัวปั่นอยู่กับการเลี้ยงลูกนี่ล่ะ ทำให้แม่ทั้งเหนื่อยอ่อนเพลีย ง่วงนอนและขี้หลงขี้ลืมอีกต่างหาก ลืมเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญ เข้าห้องโน้นแล้วออกมา ลืมปิดไฟ ปิดพัดลมหรือปิดแอร์ ไปทำกับข้าว ลืมเปิดทีวีทิ้งไว้ หรือบางครั้งก็เผลอเปิดน้ำทิ้งไว้ เพราะรีบวิ่งมาดูลูกว่าร้องไห้เพราะอะไร ทางที่ดีคุณแม่ควรจะท่องไว้เพื่อจะได้เตือนความจำได้ทันที และที่สำคัญจะได้ไม่ลืมเรื่องความปลอดภัยด้วย
6. อาหารการกิน
ถ้าต้องการอาหารเสริมหรือบำรุงกำลังบ้างก็คงไม่ว่ากัน หากราคาพอซื้อหาได้ แต่ที่เงินทองไปเกินจำเป็น ก็เพราะมักจะมีใครต่อใครแนะนำอาหารเสริมพิเศษ บำรุงกำลัง แต่ราคานี่สิแพงจัดจับใจ ส่วนใหญ่ถ้าเห็นว่าเป็นของดีมากๆ ก็อดทุ่มทุนซื้อไม่ได้กระเป๋าฟีบ กินข้าวปลาอาหารธรรมดาให้ได้สารอาหารครบหมวดหมู่น่ะดีที่สุดแล้วล่ะค่ะ อ้อแล้วอีกอย่าง ถ้าสามารถทำกับข้าวกินเอง ก็เลือกอาหารที่มีคุณค่าได้ตามความต้องการค่ะ
7. ลูกป่วยบ่อยๆ
เด็กเล็กๆ มักเป็นไข้ เป็นหวัด หรือท้องเสียกันบ่อยๆ ต้องไปหาหมอเป็นประจำ ค่ารักษา ค่าเดินทางแต่ละครั้งรวมไปแล้วไม่ใช่ถูกๆ นะคะ ดูแลสุขภาพลูกให้แข็งแรงน่ะเป็นความตั้งใจของคุณแม่ทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่ลองสังเกตดูหน่อย เช่น ลูกเราเป็นหวัดบ่อยๆ เพราะสาเหตุอะไร อาจจะเพราะอาบน้ำค่ำไปหน่อย ก็ปรับเวลาหรือถึงช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงเข้าสู่หน้าฝนหรือหน้าหนาว ควรดูแลให้ร่างกายลูกอบอุ่นเสมอ หรือจะซื้อประกันสุขภาพสำหรับลูกเอาไว้เลยก็จะคุ้มค่ากว่า เอาล่ะค่ะ คุณแม่คงรู้จุดรั่วไหลของตัวเองกันบ้างแล้วลองมองหาวิธีอุดรูรั่วให้ครบทุกจุด อย่านี้รับรองว่าอีกไม่นานก็กระเป๋าก็ตุงแล้วล่ะค่ะ
(นารา อาทิตยรักษ์, นิตยสาร MODERNMOM, ปีที่ 13 ฉบับที่ 147 กุมภาพันธ์ 2550 อ้างใน elib-online.com)หนังสือนิตยสารดีๆ ที่มีประโยชน์ต่อคนไทยหลายๆ คน คุณจึงไม่ควรพลาด!

ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/finance/74-2008-09-21-13-31-13.html
คำถามท้ายบทความ
1.เสื้อผ้าของลูกทำให้คุณแม่เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ได้อย่างไร
2.ของใช้จำเป็นที่คุณแม่มักอ้างว่าจำเป็นต่อลูกคือ
3.โดยรวมแล้วคุณแม่ทั้งหลายมักจะเสียเงินเพื่อใครมากที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การใช้ไปของเงิน

จัดทำบทความโดย ชินเดช สุธรรมศิรินุกูล 4901208074

การใช้ไปของเงินเป็นการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนจากแหล่งเงินต่างๆ ไปทำการลงทุน เพื่อนำผลตอบแทนมาดูแลต้นทุนของเงินทุนไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ ซึ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินที่ระดมมาจากผู้ถือหุ้นซึ่งต้องชดเชย ในรูปของเงินปันผล ดังนั้นการนำเงินไปลงทุนควรคำนึงถึงผลตอบแทนที่ดีที่สุด การใช้ไปของเงินสามารถจำแนกออกได้ 3 ลักษณะ คือ
1. การนำเงินไปลงทุนในโครงการใหม่ เช่น การขยายโรงงาน การตั้งโรงงานใหม่ หรือมีโครงการลงทุนใหม่ เพื่อนำมาซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้น
2. ลงทุนในตราสารทางการเงิน เช่น ลงทุนในหลักทรัพย์ หุ้นสามัญ หุ้นกู้ โดยการบริหารความเสี่ยงให้ต่ำที่สุด และผลตอบแทนสูงที่สุด
3. การควบและรวมกิจการ เพื่อขยายกิจการเป็นอีกทางหนึ่งของการขยายกิจการทางลัด โดยอาศัยการรวมและควบกิจการ ซึ่งจะนำมาซึ่งยอดขายเพิ่มขึ้น และกำไรเพิ่มขึ้นด้วย
เมื่อได้เงินมาจากแหล่งเงินต่างๆ แล้วก็จะนำมาลงทุน โดยจำแนกเป็น
ก. การลงทุนในกิจการ / โครงการ หากเป็นกิจการขนาดเล็กก็จะลงทุนในประเทศ หากเป็นกิจการขนาดใหญ่ อาจขยายการลงทุนในต่างประเทศ เช่น บริษัท ซีพี บริษัท ชินวัตร บริษัท อิตาเลียน-ไทย เป็นต้น เพราะกำลังซื้อในประเทศอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการรายได้ จึงต้องเพิ่มผลประกอบหรือยอดขาย โดยการหาตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ การตัดสินใจการลงทุนดังกล่าว ก็ต้องอาศัยหลักการพิจารณาการลงทุนในโครงการเช่น IRR, NPV, PP ประกอบการตัดสินใจในการลงทุน
ข. การลงทุนในตราสารทางการเงิน เช่น ตราสารทุน ได้แก่ หุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ และใช้หลักการบริหารความเสี่ยงและผลตอบแทน การลงทุนทำได้ในประเทศ หรือลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่อนุญาตให้ลงทุนโดยตรง แต่อนุญาตให้ลงทุนทางอ้อมได้ โดยลงทุนผ่านหน่วยลงทุนของทุนที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ทำให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกมากขึ้น ถ้าหากตลาดหุ้นไทยผลตอบแทนไม่ดี ก็อาจไปลงทุนในตลาดต่างประเทศที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า และได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
ค. การควบและรวมกิจการ เป็นการขยายกิจการอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถขยายกิจการให้เติบโตแบบทางลัดและรวดเร็ว ในขณะที่บางครั้งการรวมและควบกิจการกระทำเพื่อความอยู่รอดของกิจการและเป็นการขยายตลาด อย่างไรก็ตามการควบและรวมกิจการสามารถทำได้ทั้งใน
ประเทศและต่างประเทศ แต่ควรพิจารณาถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยนการลงทุนข้ามประเทศ
ที่มา http://blog.nidalp11.com/2009/06/18/

คำถามท้ายเรื่อง
1.เหตุใดนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยจึงเปลี่ยนการลงทุนจากในประเทศไปเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ
2.ทำไมกิจการขนาดใหญ่จึงต้องเพิ่มการลงในต่างประเทศและต้องอาศัยหลักการพิจารณาใดในการตัดสินใจ
3.การควบรวมกิจการต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในเรื่องใด